18 เมษายน 2021

สารคดี Come And See เอหิปัสสิโก : เมื่อ “ความเชื่อ = ความจริง”

รีวิวหนัง “เอหิปัสสิโก” : เมื่อ “ความเชื่อ = ความจริง”

ทันทีที่จอหนังขนาดใหญ่ที่ปรากฏเบื้องหน้าขึ้น End Credit พร้อมแบ็คกราวนด์สีดำทะมึน ผู้เขียนได้แต่นั่งทอดถอนหายใจอย่างไม่รู้สาเหตุ เกิดอาการหายใจไม่ทั่วท้อง อึดอัด และนั่งนิ่งอยู่เช่นนั้นอยู่สักพักจนกระทั่งตัวอักษรบรรทัดสุดท้ายได้ล่องลอยหายไป สารคดีฝีมือคนไทย “Come And See เอหิปัสสิโก” ที่กำลังจะเข้าฉายในผืนแผ่นดินบ้านเกิดเป็นครั้งแรก (แม้จะสร้างเสร็จและออกฉายในหลายประเทศมาก่อนหน้านี้) ได้สร้าง “อะไรบางอย่าง” ให้เกิดขึ้นอย่างทรงพลัง

และที่สำคัญ “อะไรบางอย่าง” ที่ผู้เขียนรู้สึก ณ ห้วงเวลานั้น… มันเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม

สารคดี Come And See เอหิปัสสิโก 1

ภาพยนตร์สารคดี “เอหิปัสสิโก” เล่าเรื่องของ “วัดพระธรรมกาย” และเจ้าอาวาสอย่าง “พระธัมมชโย” ไล่เรียงตั้งแต่ความยิ่งใหญ่ที่มีศิษยานุศิษย์ล้นหลาม จนกระทั่งเกิดคดีการยักยอกทรัพย์สหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น ซึ่งพระธัมมชโยถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวพัน มาถึงวันที่ DSI หรือ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ทำการปิดล้อมวัดเพื่อเข้าจับกุมพระธัมมชโยมาดำเนินคดี และในที่สุดการเผชิญหน้าระหว่างศิษย์วัดพระธรรมกายและเจ้าหน้าที่รัฐก็เกิดขึ้น

เหตุการณ์ในย่อหน้าข้างต้น ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์แห่งศาสนาพุทธประจำประเทศไทยอย่างปฏิเสธไม่ได้ คงเป็นสิ่งที่ทุกคนเคยผ่านตาจากหน้าหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์มามากพอสมควร

ไฮไลต์ของ “เอหิปัสสิโก” จึงโยกย้ายไปสู่การเผชิญหน้าอีกรูปแบบหนึ่งที่ผู้เขียนขอใช้คำว่า “การเผชิญหน้าทางความเชื่อ” ซึ่งผู้กำกับอย่าง แทงบอลออนไลน์ สเต็ป ณฐพล บุญประกอบ ซึ่งเคยฝากฝีมือไว้ในสารคดี 2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว ที่ตามติดการวิ่งจากเบตงสู่เชียงรายของ ตูน บอดี้สแลม ก็จัดให้อย่างสาสม ทั้งจากฝั่งที่เชื่อธรรมกายหมดหัวใจ กับ ผู้ที่เชื่อว่า การหลุดพ้นจากการเป็นศิษย์ธัมมยโชคือของขวัญสุดล้ำค่าแห่งชีวิต

หญิงวัยกลางคนที่ศรัทธาในพระธัมมชโยจนยอมทำทุกอย่าง หญิงอีกคนที่บริจาคเงินไป 14 ล้านบาท บางคนเอ่ยปากขอยอมตายเพื่อปกป้องสิ่งที่พวกเขาเชื่อ ในขณะที่อีกฟากก็ผันตัวจากศิษย์สู่ผู้ต่อต้าน โดยอ้างว่าได้ค้นพบความจริงที่ไม่ชอบมาพากล ทั้งในเรื่องการหาปัจจัยเข้าวัด หรือแม้แต่เรื่องเงินที่สูญไปโดยเปล่าประโยชน์ และบางครอบครัวที่ล่มสลายไปในพริบตาหลังจากมีสมาชิกเข้าสู่โลกแห่งธรรมกาย อีกทั้งยังเสริมด้วยความคิดเห็นของนักวิชาการอีกหลายท่านที่เต็มไปด้วยมุมมองที่น่าสนใจ ข้อมูลจากสองฝั่งที่ขัดแย้งกันอย่างสุดขั้ว ทำให้ “เอหิปัสสิโก” แข็งแรงมากทีเดียวในเรื่องการนำเสนอข้อมูลในหลากหลายมิติ

และที่สำคัญ สารคดีไม่ได้ “ตัดสิน” ว่าใครผิดหรือถูก เพียงแต่ฉายให้เห็นความจริงที่เกิดจากความเชื่อของแต่ละบุคคลเท่านั้น

สารคดี Come And See เอหิปัสสิโก 2

ดังเช่นที่ พระสนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย ได้กล่าวไว้ในช่วงท้ายของสารคดีใจความประมาณว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมันคือความจริง ความจริงที่เกิดจากความเชื่อของศิษยานุศิษย์ที่มีต่อวัดและเจ้าอาวาส

มองในอีกฟาก กลุ่มผู้ต่อต้าน ก็มีความเชื่อของตนเองเช่นกัน เพียงแค่แตกต่าง อยู่คนละขั้ว… ซึ่งนั่นไม่จำกัดอาณาเขตอยู่ในเรื่องของพระพุทธศาสนาเพียงเท่านั้น แทงบอลออนไลน์ ฟรีเครดิต ไม่ต้องฝาก เพราะไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด หากคุณเชื่อไปแล้วหมดหัวใจ สิ่งนั้นก็จะเป็นความจริงอยู่วันยังค่ำ ไม่ว่าใครจะมาประโคมหว่านล้อมมากแค่ไหน คุณก็ไม่เชื่ออยู่ดี

แล้วคุณจะรู้ได้อย่างไรว่า สิ่งที่คุณเชื่อ เป็นสิ่งที่ถูกต้อง หรือผิดเต็มประตู… ข้อเท็จจริงก็คือ ผู้เขียนก็คงไม่สามารถหาคำตอบมามอบให้ได้อย่างเต็มไม้เต็มมือ เพราะความเชื่อแต่ละบุคคล อาจไม่เหมือนกัน และอาจไม่มีวันจะเหมือนกันเลยก็เป็นได้

สารคดี Come And See เอหิปัสสิโก 3

อีกประเด็นที่น่าสนใจของ “เอหิปัสสิโก” สำหรับผู้เขียนก็คือ การตั้งคำถามว่า ทุกวันนี้ศาสนาพุทธยังคงจำเป็นกับสังคมไทยหรือไม่? หากยังจำเป็น… ศาสนาพุทธจำเป็นกับสังคมไทยในแง่ใด?

เราร่ำเรียนวิชาพระพุทธศาสนามาตั้งแต่ครั้งยังเยาว์วัย ศึกษาการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เรียนรู้การทำความดี หลีกเลี่ยงการทำบาป ควรหมั่นทำบุญให้เป็นนิสัย ทว่าในปัจจุบันคุณคงเคยได้ยินประโยคที่ว่า เด็กเจเนอเรชันนี้ไม่เข้าวัดกันแล้ว หรือความเชื่อดั้งเดิมถูกแปรเปลี่ยนไปเป็นความเชื่อใหม่ ความเชื่อของคนยุคนี้ที่มองต่างออกไป อาจทำให้พุทธศาสนากลายเป็น “ส่วนเกิน” ของพวกเขาไปแล้วหรือเปล่า?

แม้ว่าฟุตเทจบางส่วนของ “เอหิปัสสิโก” อาจไม่ได้มีความแปลกใหม่ ทว่าการเล่าเรื่องของ ณฐพล รวมถึงการตัดต่อของทีมงาน คงต้องขอยกนิ้วชื่นชม โดยส่วนตัวผู้เขียนมองว่า นี่คือสารคดีธริลเลอร์ที่ค่อยๆ ไต่ระดับความระทึกและอึดอัดใจในเวลาเดียวกันมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์ตึงเครียดระหว่าง DSI และลูกศิษย์วัดมาถึงจุดไคลแม็กซ์ จบซีนนั้นถึงขั้นหอบนิดๆ ปิดท้ายด้วยการถอนหายใจเฮือกใหญ่เลยทีเดียว

“เอหิปัสสิโก” ไม่ตอบคำถามใดๆ ไม่ตัดสินว่าใครคนไหนที่ถูก หรือฟากฝั่งไหนที่ผิด สารคดีเรื่องนี้ทำหน้านี้นำเสนอความเชื่อที่กลายเป็นความจริงของแต่ละคน Shadow and Bone และทำให้ผู้ดูได้ฉุกคิดอะไรบางอย่างดังเช่นที่ผู้เขียนประสบพบเจอและเล่าให้ฟังในย่อหน้าแรกสุด

ยอมรับว่า พิมพ์มาจนถึงย่อหน้า(เกือบ)สุดท้าย ผู้เขียนก็ยังไม่ค้นพบคำตอบที่แท้จริง และคงไม่อาจตัดสินอะไรใครได้ รู้แต่เพียงว่า

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากความเชื่อที่แตกต่างกัน… มันช่างน่าเศร้า น่ากลัว และน่าสิ้นหวังในเวลาเดียวกัน

facebook

twitter