18 เมษายน 2021

Star Trek Discovery ss3 Netflix สู่โลกอนาคตที่ไร้สหพันธ์

Star Trek Discovery Ss3 Netflix สู่โลกอนาคตที่ไร้สหพันธ์ ผจญภัยครั้งใหม่ไปไกลกว่าเดิม

Star Trek Discovery ss3 Netflix รีวิว สู่โลกอนาคตที่ไร้สหพันธ์ ผจญภัยครั้งใหม่ไปไกลกว่าเดิม เมื่อพวกของไมเคิลและลูกเรือยาน Discovery เดินทางผ่านรูหนอนข้ามมายังโลกอนาคตเกือบพันปีข้างหน้า แล้วพบว่าสหพันธ์ไม่มีอยู่อีกแล้ว

ในซีซันสาม เรื่องราวหลักจะเป็นการเดินทางผจญภัยในโลกอนาคตที่เหล่าลูกเรือของยานดิสโคเวอรี่ไม่รู้จักอีกต่อไป และเรื่องก็จะเน้นไปที่ความพยายามที่จะฟื้นฟูสหพันธ์กลับคืนมาอีกครั้ง รวมถึงปัญหาชีวิตของสมาชิกลูกเรือที่ต้องอยู่ในโลกที่ไม่แน่นอนอีก

สำหรับใน Netflix จะมีการอัพเดทสัปดาห์ละหนึ่งตอนในทุกคืนวันศุกร์ ล่าสุดอัพเดทฉายครบแล้วทั้งหมด 13 ตอน

ตัวอย่าง Star Trek Discovery ss3 

Star Trek Discovery ss3 เรื่องย่อ

Star Trek Discovery เป็นซีรีส์ล่าสุดของจักรวาล Star Trek ที่เล่าเรื่องราวในช่วงเวลา 10 ปีก่อนหน้าซีรีส์ Star Trek ภาคแรกสุด หรือเรียกง่ายๆว่านี่เป็นเรื่องราวก่อนหน้าการผจญภัยของพวกตัวละครเอกที่แฟนๆ Trekkie ทั่วโลกชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็น กัปตันเจมส์ เคิร์ก และ สป็อค รวมถึงสมาชิกของยานเอ็นเตอร์ไพร์ส และรวมถึงก่อนหน้าที่จะมีสงครามและความขัดแย้งกับพวกคลิงออนอีกด้วย

โดยเรื่องราวในซีรีส์ Discovery ทั้งหมดจะเน้น UFABET สมัคร การบอกเล่าเรื่องผ่านทางนางเอกหลักคือ ไมเคิล เบิร์นแนม มนุษย์คนแรกที่ได้เข้าเรียนในสถาบันของชาววัลแคน และเธอยังมีศักดิ์เป็นพี่สาวของสป็อค หนึ่งในตัวเอกของสตาร์เทรคด้วย

แต่ทำไมเรื่องราวของตัวเบอร์แนมและยานดิสโคเวอรี่ถึงไม่เคยถูกพูดถึงในภาคหลักนั้น ในซีรีส์ได้มีการอธิบายที่มาที่ไปของเรื่องทั้งหมด แล้วยังช่วยเป็นการเติมเต็มช่องว่างกับรายละเอียดต่างๆให้กับจักรวาล Star Trek ได้ก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง

สำหรับในซีซัน 3 เล่าเรื่องราวต่อจากตอนจบของซีซัน 2 ทันที ที่พวกตัวเอก ไมเคิล เบิร์นแนม และยาน Discovery ได้เดินทางผ่านรูหนอนไปยังโลกอนาคตกว่า 900 ปีข้างหน้า แล้วนำไปสู่การผจญภัยครั้งใหม่ในจักรวาลที่ไม่มีสหพันธ์อีกแล้ว โดยล่าสุดเพิ่งอัพเดทใน Netflix แล้ว 2 ตอน และจะอัพเดทหนึ่งตอนทุกสัปดาห์


Star Trek Discovery ss3 รีวิว

Star Trek เป็นซีรีส์ไซไฟอวกาศแนว Space Opera ที่มีประวัติศาสตร์มายาวนาน มีแฟนๆทั่วโลก ที่เรียกตัวเองว่า Trekkie สไตล์ของเรื่องราวจะเป็นเหมือนภาพสะท้อน การล่าอาณานิคมของชาวตะวันตก แต่จงใจทำให้มันดูซอฟท์ลง และตัวเรื่องจะเน้นไปที่การเดินทางสำรวจโลกใหม่ๆ จักรวาลใหม่ และมักเล่นกับเรื่องเส้นเวลา ไทม์ไลน์ การย้อนเวลา ไปจนถึงสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์ ความขัดแย้งต่างๆ

ซึ่งในซีรีส์ภาคล่าสุด Discovery ก็ยังคงขนบแบบเดิมของเรื่องราวเอาไว้บ้าง เพียงแต่ในซีซันแรก เราจะพบว่ามีการเพิ่มบางอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในซีรีส์นี้ ไม่ว่าจะเป็น

  • ไมเคิล ตัวเอกไม่ใช่กัปตันยาน ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน
  • ตัวเรื่องในซีซันแรกมีความดาร์ก จริงจังมาก ส่วนในซีซันสองกลับมาเป็นแนวผจญภัย และซีซันสามกำลังปรับรูปแบบอีกแล้วซึ่งคาดเดาได้ยาก
  • กัปตันยานฝั่งตัวเอกในภาคแรกที่จริงแล้วไม่ใช่คนดี ซึ่งแนวทางนี้ก็ไม่เคยมีมาก่อนในซีรีส์ชุดนี้เหมือนกัน
  • มีกัปตันยานเป็นคนเอเชียครั้งแรก แสดงโดย มิเชล โหย่ว และแสดงได้สุดยอดมาก
  • การเดินเรื่องแบบหักมุมที่มีตลอดทั้งสองซีซันที่ผ่านมา และเชื่อได้เลยว่าซีซันสามจะมีอีกแน่นอน
  • ตัวเรื่องยังมีการเอา Easter Egg จากภาคแรกมาใช้หลายอย่าง เช่น กลุ่มการอ้างอิงถึงตัวละครในซีรีส์

ชุดแรก ดาวที่พวกตัวเอกในซีรีส์ภาคแรกเคยเดินทางไป ตัวละครในซีรีส์ชุดเก่า เช่น กัปตันคริสโตเฟอร์ ไพค์ สป็อค เป็นต้น

Star Trek Discovery ss3 Netflix สู่โลกอนาคตที่ไร้สหพันธ์

ส่วนในซีซันสาม จะเหมือนเป็นการก้าวข้าม Star Trek ทุกภาคเอาไว้เบื้องหลัง เมื่อพวกตัวเอกต้องเดินทางข้ามไปโลกอนาคตกว่า 900 ปีข้างหน้า แล้วพบว่า สหพันธ์ที่พวกเขายึดถือได้ล่มสลายไปแล้ว เหลือเพียงตำนานเก่าๆ และจักรวาลก็อยู่ในสภาพที่ไร้ระเบียบ นั่นทำให้ไมเคิลต้องการฟื้นฟูสหพันธ์กลับคืนมา และต้องตามหาลูกเรือของยานดิสโคเวอรี่ที่พลัดกันระหว่างข้ามกาลเวลาไปด้วย

เนื่องจากเป็นเซตติ้งของโลกอนาคตที่ห่างไกล เทคโนโลยีต่างๆในเรื่องจึงล้ำหน้าไปมาก เกินกว่าขอบเขตของสตาร์เทรคภาคก่อนๆ ไม่ว่าจะเป็น อุปกรณ์วาร์ปแบบส่วนบุคคล อาวุธและยานแบบล้ำยุค เรียกได้ว่าภาคนี้สามารถประเคนการใช้เทคโนโลยีล้ำยุคเข้ามาได้เต็มที่แบบไม่กั๊ก แถมเรื่องยังเล่นประเด็นของโลกที่ล่มสลายแบบ Apocalypse ได้ด้วย คนชอบแนวผจญภัยในโลกที่ล่มสลายก็จะชอบแน่ๆ

ด้านจุดเด่นมากๆ ของเรื่องนี้ตั้งแต่สองซีซันแรกและยังคงทำได้ดีมากในซีซันสามนี้ แม้เรื่องจะเพิ่งฉายไปเพียงแค่สองตอนแรกก็ตาม นั่นคือ “ฉากแอ็กชั่น” เพราะฉากต่อสู้ในเรื่องถูกออกแบบมาได้จัดเต็ม อลังการ มีสเปเชียลเอฟเฟค CG ทีค่อนข้างเนียน ทั้งฉากยานอวกาศ ฉากสู้รบบนภาคพื้นดิน การระดมยิงปืนแสง การใช้เทคโนโลยีล้ำยุค ไปจนถึงการต่อสู้ประชิดตัวที่รวดเร็ว มีการออกแบบท่าต่อสู้มือเปล่าและอาวุธมาได้ดีและจัดเต็มสุดๆ เสมือนเรากำลังดูภาพยนตร์แอ็กชั่นไซไฟฟอร์มดีสักเรื่อง

อีกทั้งด้วยพื้นเพตัวละครเอกอย่างไมเคิล ก็ถูกปูว่าฝึกฝนวิชามาจากชาววัลแคน ทั้งด้านวิทยาการและการต่อสู้ ดังนั้นเราจึงได้ตัวเอกที่ต่อสู้มือเปล่าเก่งที่สุดในจักรวาล Star Trek ไปโดยปริยาย แถมยังมีตัวละครอย่าง ฟิลิปปา จอร์จู ที่เป็นถึงอดีตจักรพรรดิผู้เก่งกล้าทั้งบุ๋นและบู๊มาร่วมทีมด้วย เรื่องนี้เลยเหมือนเป็นการโชว์ความเจ๋งแบบ Badass ของตัวละครหญิงในเรื่องได้เต็มที่

Star Trek Discovery ss3 Netflix สู่โลกอนาคตที่ไร้สหพันธ์

และจุดเด่นอีกอย่างที่ปฏิเสธไม่ได้สำหรับในสามซีซันที่ผ่านมาคือตัวละครรองๆ ที่ช่วยสร้างสีสันให้เรื่องนี้ และยังคงมีบทมาถึงซีซันสาม โดยเฉพาะบทของ ฟิลิปปา จอร์จู ที่ได้ มิเชล โหย่ว มารับบทบาทนี้

แล้วก็คงไม่เป็นการเกินเลยไป หากจะบอกว่านี่คือการแคสติ้งที่ยอดเยี่ยมและถูกต้องที่สุดครั้งหนึ่งในการเอาดาราเอเชียมาแสดงในจักรวาลสตาร์เทรคและในวงการฮอลลีวูดเลยก็ว่าได้ ชนิดที่เรียกว่าผ่านไปอีกหลายสิบปี มิเชล โหย่ว น่าจะได้กลายเป็นตัวละครภาพจำของตัวละครนี้ไปเลย เพราะเธอแสดงได้ดีเยี่ยมทั้งในฉากแอ็กชั่นที่เธอมีความคล่องแคล่วสูงราวกับไม่ใช่ดาราอายุ 50 กว่าปี อีกทั้งในบทเชือดเฉือน การแสดงออกทางคำพูดและสีหน้าท่าทาง มิเชล โหย่ว ก็ทำได้ถึงอารมณ์ แฝงความสุดโฉดของตัวละครนี้ที่เป็นแนวสีเทาเอาไว้ได้ดีมากๆ เรียกว่านี่คือตัวละครที่ช่วยเพิ่มความน่าติดตามให้ซีรีส์นี้ทุกซีนที่เธอออก ส่วนในซีซันสามนี้ เธอก็ยังคงสร้างฉากแอ็กชั่นสุดเจ๋งให้กับเรื่องได้เหมือนเดิมทั้งที่เพิ่งจะฉายไปแค่สองตอน

Star Trek Discovery ss3 Netflix สู่โลกอนาคตที่ไร้สหพันธ์

นอกจากนี้ตัวละครอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น ซิลเวีย ที่ได้นักแสดงอย่าง Mary Wiseman มารับบท ก็ทำออกมาได้ดีมาก กับการเป็นสาวเนิร์ดอวบที่ภายนอกดูเฉิ่มๆ พูดเก่ง แต่เป็นที่รักของทุกคน และเป็นตัวละครประเภทเสือซ่อนเล็บด้วย รวมถึงบทของ ซารู ที่ได้ Doug Jone มารับบท ก็ทำได้ดีอย่างน่าเหลือเชื่อ เขายังถือว่าเป็นตัวละครประเภทไม่ใช่มนุษย์ คนแรกที่ได้รับบทเป็นกัปตันยานในจักรวาลสตาร์เทรคด้วย

Star Trek Discovery ss3 Netflix สู่โลกอนาคตที่ไร้สหพันธ์

สำหรับในช่วงแรกของซีซันสาม ด้วยความที่เรื่องต้องการก้าวข้ามกรอบเดิมๆของซีรีส์นี้ เรื่องเลยออกมาแนว ไซไฟแบบไซเบอร์พังก์ แนวดิบๆ ที่สลัดภาพของสตาร์เทร็คแบบเดิมออกไป แต่ก็ยังคงจิตวิญญาณของเทร็คบางมุมเอาไว้ เช่น การถกเถียงในเรื่องศีลธรรมของมนุษย์ การอุทิศตนเองเพื่อประโยชน์ส่วนรวม เป็นต้น

จุดที่โดดเด่นคือ ซีซันสามเป็นความพยายามที่จะบุกเบิกเส้นทางใหม่ให้กับจักรวาล Star Trek ในแบบที่ยังไม่เคยมีใครสร้างสรรค์ในรูปแบบนี้มาก่อน แม้ว่าในแง่ของการเขียนบทจะดูขาดๆเกินๆไปบ้างก็ตาม

ส่วนจุดด้อยของซีซันนี้ก็มีอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน เพราะหลังจากเปิดเรื่องมาด้วยความสดใหม่ด้านไอเดียและการเดินเรื่อง แต่หลังจากนั้นเนื้อหาหลักก็เริ่มดรอปลงไปบ้าง รวมถึงการที่เรื่องเลือกจะกลับมาเล่นประเด็นดราม่าวนเวียนไปมาของตัวละครในแต่ละตอน โดยเฉพาะตัวเอกอย่างไมเคิลที่ดูเหมือนถูกยัดดราม่าวนไปมาแบบในสองซีซันแรก รวมถึงการใส่ปัญหาเรื่องความเชื่อใจของเหล่าตัวละครบนยานที่ดูเหมือนว่าจะเป็นการเอาจงใจเอาดราม่าเดิมๆมาวนเวียนมากไปสักหน่อย ทำให้การเดินเรื่องดูไม่ค่อยมีอะไรให้น่าลุ้นมากนักหลังจากดูไปเรื่อยๆ ทั้งที่เปิดเรื่องมาได้น่าติดตามสุดๆ อาจกล่าวได้ว่า เรื่องนี้เปิดตัวมาดี กลางดรอป ส่วนตอนท้ายเหมือนจะดี แต่ก็ยังดรอปไปอีก

แถมการเขียนบทให้ตัวร้ายภาคนี้ ก็ทำบทออกมาได้ไม่ดีเท่ากับภาคก่อนด้วย คือโอไซราที่เป็นบอสใหญ่ ไม่ได้ชวนให้มีอะไรน่าติดตามเท่าไหร่นัก Outside the Wire ในขณะที่ต้นตอของวันวายวอดที่เป็นสาเหตุทำให้โลกอนาคตพังพินาศ ปมที่วางมาก็ไม่ได้ชวนให้ร้องว้าวเท่าไหร่นัก แถมออกแนวดราม่าแบบน่ารำคาญเสียด้วย เรียกว่าน่าเสียดายพอสมควร

สำหรับเรื่องนี้ สามารถติดตามได้ใน Netflix ในซีซัน 3 มีทั้งหมด 13 ตอนจบ และน่าจะมีซีซัน 4 ต่อแน่

twitterfacebook